แมว หมอนปลา สลัดและสับประรด…”ทัศนา ทัศนะ ของ ทัศนัย”

แมว หมอนปลา สลัดและสับประรด

แมว หมอนปลา สลัดและสับประรด

(“ทัศนา ทัศนะ ของ ทัศนัย” … ผมตั้งใจจะใช้ชื่อบทความอย่างนี้…แต่พอเริ่มคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับ ทัศนะของทัศนัย ผมต้องทบทวนทุกอย่างใหม่อีกคร้ัง)
No More Beauty, No More Truth, No More Goodness
(โนมอร์บิวตี้ โนมอร์ทรู๊ทช์ โนมอร์กู๊ดเนส)

“ศิลปะ คือมรรคาแห่งความชั่ว” วลีเด็ดแสดงทัศนะของทัศนัย เศรษฐเสรี ที่มีต่อศิลปะเมื่อครั้งที่เขาเป็นนักศึกษาวิชาเอกประติมากรรมชั้นปีที่ 4 ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาทำโปสเตอร์ขนาดเล็กแถลงการณ์ติดไปทั่วคณะชวนให้รุ่นน้อง รุ่นพี่ ครูบาอาจารย์พากันหมั่นไส้ในความอหังการของเขา ถึงขั้นกล้าประกาศว่าศิลปะคืออะไร …  (ผมหวั่นใจและได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครเชื่ออย่างที่ทัศนัยว่าไว้) ไม่มีใครรู้ว่าเขาโกรธเกลียดศิลปะเพราะเหตุใด งานศิลปะที่บรรจุความงาม ความดีและความจริง ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกโฉลกกับศิลปินนอกคอกอย่างทัศนัย เหมือนกับว่าเขามีสายตาเอ็กซ์เรย์มองทะลุเห็นโลกโสมมของศิลปินผู้รังสรรค์ ศิลปะที่สร้างสรรค์จอมปลอมไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองชั่วช้า ศิลปะในฐานะเครื่องมือของความโลภ ความหลง ปรุงแต่งให้ศิลปินเป็นไปต่างๆนาๆ อย่างน้อยก็มีคนอย่างทัศนัยที่ไม่เคยวางใจอะไรง่ายๆ
ทัศ นัย เศรษฐเสรี คงเหมือนกับศิลปินใหญ่ทั่วๆไปที่เป็นคนแปลกประหลาดในสายตาคนอื่น ด้วยรูปลักษณ์ ภายนอก ทั้งเสื้อผ้า และหน้าตา ทรงผม โดยเฉพาะแววตาแข็งกร้าวแทงทะลุกรอบแว่นคู่นั้น แม้มีเลนส์กระจกกั้นอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แววตาไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ทัศนัยไม่ใช่ศิลปินประเภทที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แน่นอนนั้นไม่ใช่ปัญหา…เขาไม่ได้มีแฟนเป็นดาราวัยรุ่น ถึงจะได้ต้องคอยเป็นมิตรกับสื่อมวลชนหรือทุกคนที่เข้ามาทักทาย ลักษณะภายนอกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งชนิดที่หาตัวจับยาก ผมเผ้าหนวดเครายาวขาวโพลนแบบฤาษี เสื้อยืดชมรมกีฬาสีสดใส กางเกงยีนส์ กระเป๋าสะพายสไตล์แมสเซนเจอร์ที่เต็มไปด้วยหนังสือทฤษฏีสังคมศาสตร์ ขวบขี่มอเตอร์ไซค์โบราณเป็นยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้นิตยสารแฟชั่นที่ทันสมัยที่สุดในโลกยังไม่กล้าระบุสไตล์ เท่านั้นยังไปบ้าพอ ในวันที่อากาศร้อนจัดเขาอาจจะใส่บีกินี่สีส้มโชว์พุงมาสอนหนังสือ! เป็นภาพติดตาที่ลืมไม่ลงแม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม
ทัศ นัยมีความเป็นนักอ่าน อาจจะทำให้เขาแตกต่างจากนักเรียนศิลปะในรุ่นเดียวกัน เขาเป็นนักวิจารณ์ปากจัด วิเคราะห์สถานการณ์และบ้าพอที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาคิดอย่างตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้สาปให้เขาจมดิ่งอยู่กับการศึกษาเชิงทฤษฏีสายสังคมศาสตร์ มากไปกว่าการฝึกทักษะฝีมือเชิงช่าง ซึ่งกินความกว้างขวางออกไปมากกว่าการผลิตวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่างาน ทัศนศิลป์เหมือนอย่างศิลปินไทยทั่วๆไปควรจะทำ ทัศนัยใช้เวลาหลายปีในหลายมหาวิทยาลัยเพื่อค้นหาคำตอบที่อาจจะยังไม่มีใคร ถาม…เขาสนใจศึกษาเชิงวิพากย์ ทางสังคม-วัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับ Media Ethnography and Visualizing Culture Study (ถ้าอยากรู้รายละเอียดว่ามันคืออะไร? รอไว้ถามกับทัศนัยเอาเอง)
ปัจจุบัน ทัศนัย เศรษฐเสรี ในวัย 42 ปีเป็นอาจารย์สอนในวิชาประวัติศาสตร์ความคิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นภาควิชาเปิดใหม่โดยมุ่งเน้นบูรณาการศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย
Artist-Mad Man-Monk-Thamma
(อาร์ตีส-แมดแมน-มองค์-ธรรมา)
บทบาท ในโลกศิลปะของทัศนัยเริ่มต้นตั้งแต่เข้าเรียนที่คณะวิจิตรศิลป์ ในฐานะนักศึกษาคงแก่เรียน รอบรู้และไม่กลัวใคร ทำให้ทัศนัยมีเพื่อนไม่ชอบหน้ามากกว่าเพื่อนรัก แทบไม่ต้องเป็นห่วง…เขารู้วิธีที่จะอยู่คนเดียว งานของทัศนัยมุ่งตั้งคำถามถึงความหมายของศิลปะที่สัมพันธ์กับสังคม งานเสวนา ศิลปิน คนบ้า พระสงฆ์ ธรรม “Artist-Mad Man-Monk-Thamma”(1997) เกิด ขึ้นที่หน้าคณะวิจิตรศิลป์ งานเสวนานี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์การเฝ้าสังเกตคนวิกลจริตในโรงพยาบาลสวนปรุง(โรงพยาบาล จิตเวช ประจำจังหวัดเชียงใหม่) ศิลปะของทัศนัยใช้เครื่องมือใหม่ๆในการสร้างสรรค์ ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยา ถูกใช้ในงานทางทัศนศิลป์ ศิลปินในฐานะคนบ้า หรือ คนบ้าในฐานะศิลปิน ศิลปะ “ธรรมะ” หรือ “อธรรม” ล้วนอยู่ในสังคมเดียวกัน
งาน เรียนในวิชาประติมากรรมของทัศนัย เขาจัดห้องนิทรรศการเป็นห้องตรวจโรค มีเตียงพยาบาล เป็นการจำลองคลีนิคสำหรับผู้ป่วยวิกลจริตขึ้นในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง ห้องแสดงผลงานศิลปะ หรือในทัศนะนั้น ทัศนัยเห็นว่า”ศิลปินคือคนวิกลจริต งานศิลปะคือการตรวจวินิจฉัยทางจิต!” ศิลปนิพนธ์ ของทัศนัย เคยถูกวิจารณ์จากศิลปินรุ่นน้อง(ผู้บูชาศิลปะเป็นศาสนา)ว่า “มีคุณค่าน้อยกว่ากระดาษเช็ดตูด!” เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ผมต้องเผชิญหน้ากับงานศิลปะของทัศนัย ผมไม่ได้รักเขามากไปกว่าเกลียดเขา ผมชื่นชมมวยเชิงสูงแม้จะอ่อนซ้อมแต่ก็ชกโชว์ได้สนุก งานแสดงสดในชุด “Art in Speech”(1997) เปลี่ยนบทบาทของเขาอีกครั้ง เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสังคมการเมือง ศิลปินในฐานะนักการเมือง เล่นแร่แปรธาตุ รูปธรรม นามธรรม ทัศนัยส่งผ่านความคิดเห็นทางสังคมผ่านงานศิลปะ ในช่วงของการเรียกร้องรัฐธรรมนูนฉบับประชาชน ในปี 2540 ด้วยการแสดงสดในพื้นที่สาธารณะ กิจกรรมทางสังคมในฐานะงานศิลปะเพื่อมวลชน ภายใต้บรรยากาศทางความคิดของการจัดวางสังคม ศิลปะถูกผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวเชียงใหม่ แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่แนบแน่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
Thailand is not my idea
(ไทยแลนด์ อีส น๊อต มาย ไอเดีย)
การ อดทน การรอคอย และความสิ้นหวัง สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำงานศิลปะของเขา เมื่อเขาเลือกเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้(The University of Chicago) บรรยากาศความหลากหลายของผู้คนในเมืองใหญ่อย่างชิคาโก้ ทำให้ทิศทางความคิดของทัศนัยมุ่งแสวงหาและตั้งคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมอย่างเข้มข้น งานในชุด Pen¹ eeg¹ Karaj !:Carnival”(2000) เขาได้เปลี่ยนแปลงวิธีการแสดงออกอย่างสิ้นเชิง การสร้างผลงานเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ชมงาน เป็นการประกอบสร้าง ศิลปินไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวโดยลำพังอีกต่อไป การทดลองเรื่องการประกอบสร้างในงานศิลปะของทัศนัย ช่วยให้ตัวงานผสานเข้าไปกับสังคมโดยแทบจะไม่มีใครรู้ตัว ศิลปะก็นำพาตัวเองมาประชิดพรมแดนของความเป็นจริงกับจินตนาการ งานของทัศนัยไม่ได้บงการผู้คน แต่ปล่อยให้เวลาดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น ผู้คนที่มาร่วมงานจัดการหาที่อยู่ที่ยืนให้กับตัวเอง เนื้อหาของศิลปะถูกทำให้แตกกระจายเป็นเศษชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ ไม่มีแนวความคิดหลักที่หนักอึ้ง แต่มีคำถามสะกิดใจที่เราต้องใคร่ครวญถึงมันอย่างไม่รู้จบ การทดลองสร้างงานแบบนี้เห็นได้อีกหลายครั้งในโครงงานที่ใช้ชื่อว่า “The BMX, BBQ @ B&W”(2000), “Hotdog Stand”(2001), “Let Do It, Then We Will Be All Right: Chinese New Year”(2002) ไม่มีสูตรสำเร็จ มีแต่ความอลม่าน และ กระจัดกระจาย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีบทสรุป หากการเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะของทัศนัยคือความสับสนแล้วละก็ ผู้ชมส่วนมากก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับเมืองใหญ่ในโลก ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อย่างมีนัยสำคัญ ทัศนัยเลือกใช้ ลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม เพื่อตีความความเป็นจริงในสังคมกลับมาที่ตัวผลงานศิลปะที่ดูเหมือนว่าไม่มี อะไรจับต้องได้ เพื่อการยอมรับความหลากหลายหรือไม่ยอมรับอะไรเลย ความยอกย้อนที่อาจจะเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของเผ่าพันธุ์ มนุษย์ไม่มีคำตอบและไม่มีความแน่นอน งานศิลปะด้วยตัวมันเองไม่ได้เปิดเผยอะไรเลย แต่ประสบการณ์การเข้าไปอยู่ในพื้นที่และเวลาเดียวกับงานศิลปะได้สร้าง พื้นที่จัดวางไร้ขอบเขตขึ้นในสมองของผู้ชม จะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตผลักดัน
งานในปี 2002 อย่าง”make it like home…any where?”, “Joy’s Noodles N’Rice”, Santa Claus is coming to town”และ Thailand is not my idea” ล้วนเป็นประเด็นเกี่ยวกับการมีอยู่ของคนกลุ่มเล็กๆในสังคมใหญ่ วัฒนธรรมและการไหลเลื่อน ปรับตัวของมนุษย์เพื่อจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ทัศนัยเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออก เขาเลือกใช้ภาพยนตร์ การแสดงสด และ ศิลปะจัดวาง ในการนำเสนอคำถามและข้อเสนอแนะผ่านตัวละครเล็กๆที่เป็นส่วนเกินในวัฒนธรรม กระแสหลัก เหมือนกับที่เรากำลังจะพูดถึงสังคมอุดมคติ ที่มีมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ สัตว์โลกและต้นไม้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครปกครองและไม่มีใครอยู่ใต้การปกครอง แต่มันไม่มีจริง
make it like home…any where?
(เมค อิท ไลค์ โฮม … เอนี่ แวร์?)
ทัศ นัยกลับมาเมืองไทยเพื่อเป็นอาจารย์สอนในหลักสูตรปริญญาโทสื่อศิลปะและการ ออกแบบสื่อ ทัศนัยเปิดศูนย์การศึกษาที่ใช้ชื่อเข้าใจยากอย่าง Center for Media Ethnography and Visualizing Culture Study (และไม่มีชื่อเป็นภาษาไทย) มีผลงานเป็นสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กชื่อแมดกาซีน (Madgazine) เขาพยายามปลุกปล้ำนักศึกษาให้แข็งแกร่งทางวิชาการ มีสายตาเฉียบคม ในการมองทะลุม่านหนาหนักของมายาคติ
การแสดงออก และความหลากหลายในสังคมไทย ทำความเข้าใจความแตกต่างของวิชาการโลกตะวันตก “ไม่ใช่เอาแต่ด่าฝรั่ง ปฏิเสธฝรั่ง ทั้งๆที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลยในความเป็นฝรั่ง”(ทัศ นัย เศรษฐเสรี) มีความพยายามจะอธิบายสภาพสังคมผ่านกรอบของการวิเคราะห์สื่อ ซึ่งเรื่องนี้ถูกที่ถูกเวลา โลกของเรากลายเป็นโลกของสื่อสารมวลชน อย่างแท้จริง โรคติดต่อที่เรียกว่า social network กำลังลุกลามกลืนกินจำนวนประชากรโลก อิสรภาพ เสรีภาพ ของสื่อมวลชนกำลังก่อกำแพงที่แข็งแกร่ง ปิดกั้นการแสดงออกของตัวมันเอง ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งไหนคือข่าวอีกต่อไปในเมื่อทุกคนคือนักข่าว ศิลปะกลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆของโลกเสมือนนี้ และยังไม่มีการปรับตัวอะไร มนุษย์ในสังคมยุคใหม่ถูกติดป่้าย (tag) เพื่อการจัดระเบียบอย่างไร้ระเบียบและหลากหลาย การผลิตซ้ำ การลอกเลียนแบบถูกอนุญาติให้ทำได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดขึ้นกันเอง โลกของจริงไม่ได้มีอยู่จริงอีกต่อไป สึนามิของสื่อสารมวลชนที่มีปัจเจกชนเป็นเป็นแรงกระเพื่อมใต้น้ำได้พัดพาความ เป็นจริงคงเหลือไว้แต่ความเป็นจริงเสมือนชุดที่ 2,3 และ 4 … ชนชาติกูเกิ้ลได้เกิดขึ้นแล้ว พวกเขา copy and paste ความจริงที่ 125… make it like home!

Not Even Pineapples!
(น๊อต อีเวน ไพน์แอ๊ปเปิ้ล!)

ชาตินิยมขมเฝื่อนคอ เหมือนตอนกินสับประรดแล้วดื่มน้ำตาม รู้สึกคันในลำคอขึ้นมาทันที หลังการแสดงนิทรรศการ”ไม่เป็นสับประรด”ของทัศนัยกับเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่ปรากฏนาม นิทรรศการที่แกลลอรี่เวอร์(Gallery Ver)เมื่อต้นปี 2009ได้ผลิตซ้ำผลงานศิลปะระดับโลก ด้วยฝีมือระดับนักเรียนนักศึกษา ภายใต้การบงการของทัศนัย สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับศิลปินไทยที่มอบกายถวายชีวิตให้กับการ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เป็นได้มากสุดแค่แบบจำลอง(Mock Up)
การแผ่ อิทธิพลอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยากที่จะถูกตรวจสอบและไม่ปรากฏตัวของลัทธิ ชาตินิยมยุคใหม่ พื้นที่ทางวัฒนธรรมถูกครอบงำโดยไม่ทันรู้ตัว แม้ศิลปินท้องถิ่นจะยังนิยมสวมใส่หม้อฮ่อม แสดงอัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นและบู๊ทหนังคาวบอย! แต่ในงานเปิดนิทรรศการก็รื่นรมย์ด้วยไวน์แดงรสดีเลี่ยงภาษีและชื่นชมกับรูป แบบศิลปะที่คัดลอกวัฒนธรรมเจ้าอาณานิคมอย่างไม่ทันรู้ตัว ใครลอกเก่งก็ขายดี ลูกศิษย์ลูกหามาก อยู่ๆไปก็ได้รับการเชิดชูระดับประเทศ ไม่เป็นสับประรดเอาเสียเลย ถ้าพูดผ่านปากของวัยรุ่นอาจจะต้องใช้คำว่า “ห่วยแตก” สำนวน “ไม่เป็นสับประรด”สั่นสะเทือนวงการศิลปะไทยด้วยงานศิลปะก๊อปปี้ห่วยๆ “จงอย่าให้ความจริงเปิดเผยเรามีความสุขกันอยู่แล้วในโลกศิลปะสับประรด”




Salad is not a Thing!
(สลัด อีส น๊อต อะ ติง!)

ใคร จะรู้บ้างว่าสลัดเป็นอะไรได้…ถ้าไม่ใช่อะไรอื่น? สลัดไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปเสียจากเป็นสลัด นิทรรศการยอกย้อน กวนน้ำให้ขุ่นครั้งนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคที่เรียบง่ายที่สุด นั้นคือการตัด ปะ ขยุ้มกระดาษ ด้วยสีที่สดใสที่สุดของกระดาษแก้ว กระดาษว่าว กระดาษตะกั่ว ใหญ่ที่สุดติดเต็มทุกผนังและมีองค์ประกอบกระจัดกระจายมากที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เคยจัดขึ้นที่อังกฤษแกลลอรี่
ทัศ นัยให้ความหมายของสลัดเป็นอาหารที่หาได้ง่าย มีอยู่ในทุกวัฒนธรรม (ในเมืองไทย สลัดอยู่ในรูปของ”ส้มตำ” หรือ “ยำ” ชนิดต่างๆ ในที่นี้ สลัดหมายถึงสังคมร่วมสมัยที่มีความหลากหลาย อยู่ร่วมกันด้วยความสับสนอลม่าน ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ทุกคนถูกคลุกอยู่ในชามสลัดเดียวกัน รากเหง้า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เราคือใคร? ไม่ใช่คำถามที่น่าสนใจจะถามถึงอีกต่อไป แต่เราควรถามถึงว่า เราควรจะทำอะไร? ในความหมายที่ 2 ที่ทัศนัยหมายถึง คือ “สลัด” ในฐานะคำกริยาแปลว่า ซัด ผละ หรือสะบัด โดยทำให้สั่นหรือกระพือให้แรงเพื่อให้สิ่งอื่นที่ติดอยู่หลุดไป คำกริยาของการสะบัดออกให้สะบัดความรู้ที่ถูกครอบงำ ความเชื่อที่ไร้เหตุผล ความดีที่มีผลประโยชน์ ความงามที่ปรุงแต่งเกินพอดี สะบัดสลัดออกให้พ้นจากการรับรู้ ในความหมายที่ 3 หมายถึงโจรสลัด ที่อยู่นอกกฏหมายคอยดักปล้นเรือสินค้าในทะเล  เป็นการประกาศทางออกของอิสรชน กฏหมาย ระเบียบ มีไว้ควบคุมเพื่อการปกครอง ในขณะเดียวกัน กฏหมายหรือกฏระเบียบก็ได้กันสิ่งที่เคยมีอยู่ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ให้ออกไปนอกเหนือการรับรู้ ความเป็นโจรสลัดแม้จะต้องหนีแต่ก็มีอิสรภาพใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ความหมายทั้งสามคำพ้องกันด้วยรูปและเสียง แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยด้วยความหมาย ยอกย้อนเหมือนกับทุกภาษาสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นในโลก เกมส์ภาษาไม่เคยปล่อยให้สมองอยู่เฉย ทัศนัยสร้างบรรยากาศด้วยสีและรูปทรงขององค์ประกอบที่ชวนให้นึกถึงการจัด บอร์ดนิทรรศการด้านการศึกษาของนักเรียนไทย ซึ่งถูกครอบงำ ล้างสมองและให้ความหมายโดยรัฐซึ่งผูกขาดอำนาจในการให้คำอธิบายว่าอะไรคือ “ความเป็นไทย” การแทรกซึมของลัทธิชาตินิยมได้ทำลายความหลกหลายทางวัฒนธรรม ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นชาติตราบใดที่ความเป็นชาติไม่รุกรานหรือควบคุมความ เป็นอื่น เราร่วมเฉลิมฉลองทุกเทศกาล คริสต์มาส ฮาโลวีน วาลาไทน์ ตรุษจีน กินเจ ปีใหม่ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเราเป็นใครหรือเป็นอะไรอย่างจริงๆจังๆ ในชามสลัดที่คลุกความแตกต่างเอาไว้ด้วยกัน คงไม่ดีนักหากชามสลัดที่เรียกว่าสังคมไทยจะมีเพียงผักผลไม้อย่างใดอย่าง หนึ่ง การยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายเป็นหัวใจสำคัญในชามสลัด และเป็นเหตุผลเดียวกันที่สลัดจะไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปเสียจากเป็น”สลัด”

การ ให้ความหมายในผลงานทัศนศิลป์ไม่เพียงพอต่อการพยายามอธิบายสังคม การที่ทัศนัยได้ผสานศาสตร์ของการให้ความหมายผ่านภาพและคำอธิบายในเชิง สังคมวิทยาผ่านกรอบคิดทางทฤษฏีสังคมศาสตร์ ทำให้งานของทัศนัยมีมิติที่ซับซ้อนมากไปกว่าภาพที่ปรากฏ ความสัมพันธ์ของสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ ได้เชื่อมประสานผู้ชมงานซึ่งมีประสบการณ์ร่วมกันในสังคม ให้เห็นมิติของความหลากหลายและการตีความ เราไม่อาจจัดประเภทของผลงานเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป ในยุคที่การรับรู้มีหลายช่องทาง ทัศนศิลป์เองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน ไม่สามารถจะดำรงอยู่ในสภาพวัตถุศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว  ไม่เพียงแต่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ หากผู้ชมงานก็ต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อจะเรียนรู้และยอมรับในความหลากหลาย นั้นด้วย พรมแดนของการให้ความหมายในงานศิลปะถูกขยับกว้าง ยาวและลึกมากยิ่งขึ้น พื้นที่ในการแสวงก็มีมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน
“การ คิดด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวไม่อาจจะเข้าถึงความหมายของศิลปะได้” ทัศนัยได้กล่าวต่อหน้าประติมากรรมที่ชื่อ “แมวนั่งบนหมอนปลา” ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ช่วยคลายกล้ามเนื้อหัวคิ้วที่ขมวดอยู่บนหน้าของผู้ชมงานได้เป็นอย่างดี

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ
มกราคม 2010


ผลงาน อ. ทัศนัย


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s